เราไม่ได้สมบูรณ์แบบ ก็มีเรื่องที่เคยพลาดบ้าง เหมือนทุกคนนั่นแหละ

มนุษย์มีความเป็นสัตว์สังคม ซึ่งสัตว์สังคมก็จะมีทั้งเรื่องที่ดีบ้างแย่บ้าง สลับกันเป็นธรรมดาไป แต่ดูเหมือนชีวิตของเรายุคหลังๆ ถูกตีตราความสำเร็จด้วยสิ่งที่เรียกว่าเงินตรา เกรดเฉลี่ย หรือยอดฟอล อยากให้คนเห็นแต่ด้านดีๆ อยากให้ตัวเราสมบูรณ์แบบในทุกๆ เรื่อง อยากให้คนในครอบครัวได้ดิบได้ดี แต่หารู้ไม่ ว่านี่อาจเป็นการกดดันเพื่อพยายามสมบูรณ์แบบอยู่ก็เป็นได้ ?

Overview

เมื่อเราโตมาจากบ้านที่คาดหวังว่าจะต้องสอบได้ที่ 1 เรียนวิทย์-คณิต และต้องเข้าคณะแพทย์ฯ…

ตอนเด็กๆ ตัวเรามักถูกกดดันจากที่บ้าน ด้วยการเรียนที่ต้องได้อันดับ 1 ของชั้น ได้เกรดสี่ทุกวิชานะลูก โตขึ้นต้องเป็นหมอนะ ตอนแรกก็ยังพอทำตามความคาดหวังของทางบ้านได้อยู่ เพราะการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล ประถม รวมไปถึงมัธยมต้น มันไม่ได้มีอะไรขนาดนั้น

จนกระทั่งตอนขึ้นม. 4 เท่านั้นแหละ ความยากเริ่มเยอะขึ้น วิชาที่เข็นยังไงก็ไปลำบากนี่น่าจะเป็นฟิสิกส์ ยิ่งขึ้นม. 5 และ 6 มันยิ่งยากด้วยซ้ำ แถมเราเรียนสายที่ทางบ้านขอร้องให้เรียน คือวิทย์-คณิต ทั้งๆ ที่จริงเราชอบสายศิลป์-ฝรั่งเศสมากกว่า เพราะอยากจบไปต่อคณะทางนิเทศน์ เนื่องจากชอบงานสายครีเอทีฟมากกว่าด้วยซ้ำ

เอาเถอะ เราอาจไม่ได้เรียนจบสายตรงมา แต่เราก็กำลังพยายามเรียนจากการทำจริงๆ อยู่ตอนนี้แหละ วินาทีนี้แหละ เป็นคนสร้างคอนเท้นท์ไงล่ะ 555 (ปาไป 30 แล้วนี่แหละ)

เห็นตอนนี้ดูเหมือนมีเพื่อนเยอะ แต่เราเคยไม่มีเพื่อนมาก่อนนะ

หลายคนอาจเห็นว่าช่วงนี้เราเป็นคนที่ดูน่าคบหา มีเสน่ห์ มั่นใจ เข้าใจหัวจิตหัวใจผู้คน แต่อย่าลืมนะ เราเคยทำตัวแย่มากจนไม่มีเพื่อนมาก่อนนะ

ตอนนั้นจำได้ว่าทำตัวเองจริงๆ หาเรื่องจนแบบไม่กล้าคบใครเลยสักคน พูดแบบรวมๆ คือ เราไม่เคยระวังปากตัวเอง และการโพสข้อความในโซเชียลไงล่ะ จนเคยโดนกระแสสังคมตีกลับก็เคยนะ

จำได้ว่าตอนนั้นเป็นพวกด่ากราดทุกอย่าง ตั้งแต่ขายตรง แชร์ลูกโซ่ เป็นแอนตี้เกาหลี (แต่ปัจจุบันฉันไม่อะไรแล้ว ชอบฟัง Black Pink ด้วย) การเมืองนี่อย่าให้พูดว่าฝั่งไหน สีที่มันหมายถึงชาติในธงชาติน่ะ ปีที่แล้วก็ยังเสพดราม่าสนุกอยู่เลย เวลามีดราม่ากับใครก็ไม่เคยประนีประนอมเยอะนะ แบบว่าด่ากราดของจริง ด่ากราดจนหน้าเฟซมีแต่ความคิดลบ จนเพื่อนไม่อยากอ่านกันไปข้าง

จนเรารู้สึกว่า ทำไมชีวิตเรามันดึงดูดแต่เรื่องที่เราด่ามาหาชีวิตตัวเองจังเลยเนี่ย ก็เลยลองเปลี่ยนใหม่ เปลี่ยนการรับข่าวสารใหม่ ลองปรับมาดูแต่อะไรที่มันเป็นด้านบวกไปก่อน เขาเรียกว่าเอาน้ำดีไล่น้ำเสีย ดีท็อกซ์มันออกไป

ผลคือ เราเริ่มจะเข้าใจตัวเองได้มากขึ้นทุกครั้ง และในยามที่เรากำลังเศร้า เกิดวิกฤติ สื่อที่เราเลือกฟัง กลับทำให้เราเข้าใจคำว่าชีวิตได้ถ่องแท้ และทำให้เราพร้อมเข้าใจตัวเองมากขึ้น ทำให้เราพร้อมเข้าใจคนอื่นมากขึ้น เรื่องรอบตัวที่มากขึ้น

ฟิลดวงตาเห็นธรรมนี่มีจริงนะ ไม่เคยได้เจออย่าเพิ่งตัดสินว่ามันไม่มี 😀 มันเป็นอารมณ์เหมือนเรากดสกิล Eagle Eyes ใน Assassin Creeds ภาค Origin Oddysseys แล้วจะมีนกอินทรีย์บินสอดส่อง เราเห็นอะไรที่มันชัดแจ้งมากขึ้น ความรู้สึกแบบสัมผัสทุกอย่างด้วยตาข้างในมันเหลือเชื่อมากอ่ะ เหมือนมันจะมาเมื่อวิกฤติเกิด แล้วเราก็ตระหนักอะไรบางอย่างได้ว่าเครียดไปก็เท่านั้น ตอนนี้เรายังโอเคอยู่ที่จะทำอะไรๆ ได้บ้าง แล้วก็ลองทำดู ทำบ่อยๆ ทำวนไป มันทำให้เราเสพติดฮอร์โมนแห่งความสุขอย่างเอ็นโดรฟินไปอีก

เพราะแท้จริงแล้ว ความเป็นมนุษย์ ก็ไม่ได้มีแต่ด้านบวกอย่างเดียว มันยังมีด้านลบด้วย

เราเป็นคนหนึ่งนะ ที่ไม่อยากตัดสินผู้คนด้วยคำว่า ดีหรือเลว เพราะคนดีที่วุ่นวายเราก็ไม่ได้รักเขาขนาดนั้น 😀 แท้จริงแล้วสวรรค์กับนรกอาจเป็นภาพจำลองของคำตรงข้ามสองขั้วอย่าง “ความสงบ” กับ “ความวุ่นวาย” ก็ได้

ร่างกายของคนเราก็ดันมีสองโหมดแยกกันชัดเจน ใช้สำหรับสถานการณ์ต่างๆ อีก เขาเรียกกันว่าซิมพาเธติก กับพาราซิมพาเธติก ซิมเนี่ย คือสภาวะที่ร่างกายเครียด วิตกกังวล กลัว โกรธ กำลังหนีนักล่า คือเรียกว่าอารมณ์แดนลบ มากองตรงนี้… พาราซิมคือสภาวะที่ร่างกายผ่อนคลาย สร้างสรรค์ พร้อมสร้างงานดีๆ มีสมาธิ

ร่างกายของเราออกแบบมาให้เรามีความทุกข์ คิดลบ เพราะมันคือสัญชาตญาณการเอาตัวรอด ถ้าเรายังอยู่ในดงลาเวนเดอร์ ทั้งๆ ที่สิงโตกำลังตะครุบเนี่ย มนุษย์คงไม่ครองโลกมาจนถึงตอนนี้ อาจสูญพันธุ์ไปแล้วก็เป็นได้

แต่ในขณะเดียวกัน ก็ออกแบบมาให้เรามีความสุข สงบ คิดบวก เพื่อให้เราได้สร้างสรรค์และแก้ปัญหา เอาไว้สำหรับเอาชนะวิกฤติต่างๆ ที่มาเยือนระลอกแล้วระลอกเล่า

สงบสุขบ้าง วุ่นวายบ้าง แค่อยู่กับมันให้ได้

ทุกสิ่งนั้นดีเสมอ ถ้าหากว่าเราไม่ได้คาดหวังอะไร

จวงจื่อ

ทำคอนเท้นท์ยังต้องนำเสนอด้านไม่สมบูรณ์แบบบ้าง

ปีนี้เป็นปีที่กระแสไลฟ์โค้ชมีความคุกรุ่นรุนแรง หลายคนกำลังตัดสินว่าไลฟ์โค้ชเหล่านี้กล้าดีอย่างไรไปสอนพวกเขา ส่วนมากกระสุนจะตกไลฟ์โค้ชคนที่ดันไม่ระวังคำพูดแล้วพูดจาทัชจิตใจผู้คน แต่มันก็ทำให้คนที่กลายเป็นไลฟ์โค้ชคนอื่นที่เขาอยู่เฉยๆ โดนหางเลขไปด้วย อาจเพราะการนำเสนอของสายวิชาชีพนี้มันดูจะขาดอีกด้านหนึ่งไป…

เมื่อเปรียบเทียบกับคนทำคอนเท้นท์สายพัฒนาตัวเองบางเพจที่ไม่ได้ทำอะไรให้ดูหวือหวาขนาดนั้น แต่พวกเขาทำคอนเท้นท์อยู่บนความเป็นจริง เล่าเรื่องตัวเองที่ไม่เคยเพอร์เฟ็คจริงๆ มาเตือนผู้คน กลับไม่มีปัญหาอะไรเลย ทั้งๆ ที่เนื้อหาก็คล้ายๆ กันแหละ แค่วิธีการนำเสนอมันต่างกัน

เพราะส่วนมากภาพลักษณ์ของไลฟ์โค้ชก็นำเสนอแต่แง่ดีแหละ หรือความพยายามให้ผู้คนคิดบวก ทั้งๆ ที่ชีวิตพวกเขายังไม่สามารถก้าวข้ามความทุกข์ได้ด้วยซ้ำไป มันเลยกลายเป็นว่า ไม่สามารถนั่งกลางใจได้ พอข้อความไปทัชชิ่งจิตใจ เลยกลายเป็นอารมณ์โกรธไปโดยปริยาย

จำได้ว่าเคยฟังคนสอนทำคอนเท้นท์สายยูธูป ที่ชื่อว่าครูแม่อายสอนคลิปนึง เกี่ยวกับเรื่องการโพสเฟสบุ๊คยังไงให้คนรัก หนึ่งในนั้นที่น่าสนใจก็คือ ไม่ใช่ว่าเราจะอัพเฟสแค่เรื่องดีๆ เพียงอย่างเดียว แต่เรื่องที่เราพลาดอัพบ้างก็ได้เหมือนกันนะ แต่การอัพในแนวนี้เนี่ย จะต้องเอาไว้บอกต่อผู้คนได้ ว่าเราได้เรียนรู้อะไรจากมันบ้าง เราผ่านเรื่องนี้ได้ยังไง เป็นการแชร์ประสบการณ์ ไม่ใช่การกล่าวโทษตัวเองหรือกล่าวโทษใคร

มันดูเป็นมนุษย์ดี

เรียนรู้ที่จะให้อภัย เรียนรู้ และปล่อยวาง เริ่มจากตัวเองก่อน

ความพยายามในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง หรือคนอื่น แบบไหนทำง่ายกว่ากัน?

สิ่งที่หลายๆ คนอาจตอบ คือเรื่องของการเปลี่ยนแปลงตัวเอง แต่พอทำจริงๆ เรากลับชอบทำในสิ่งที่พยายามเปลี่ยนแปลงคนอื่น ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม พอตัวเราเองหรือตัวคนอื่นเอง ทำไม่ได้ดั่งใจก็รู้สึกโกรธ หรือไม่พอใจเสียอย่างนั้น

นั่นแหละ การเปลี่ยนแปลงตัวเองทำได้ง่ายกว่า เพราะมันแค่ลองปล่อยให้ตัวเองได้มองเรื่องราวอะไรๆ แบบไม่ตัดสิน ปล่อยตัวเองให้เรียนรู้สิ่งที่ตัวเองทำพลาดไป และเอาแนวคิดที่ว่าชีวิตเรายังมีพรุ่งนี้เสมอ กับความผิดพลาดที่เราได้ก่อ ไม่ว่าจะตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจก็ดี

การให้อภัย ไม่ว่าจะเป็นการให้อภัยตัวเอง หรือให้อภัยคนที่เราโกรธ ด่ากราดอยู่ ไม่ได้เป็นสัญญาณของความพ่ายแพ้ แต่เป็นการเริ่มต้นใหม่เพื่อตัวเราเอง มีไว้เพื่อให้เราได้ปลดปล่อยสัมภาระที่ไม่จำเป็น มันดีกับตัวเรา ไม่ได้ดีกับใคร และมันยังดีต่อคนที่เข้ามาใหม่ๆ ในชีวิตเรา ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนเรา รุ่นพี่รุ่นน้องเรา รวมไปถึงลูกของเราในอนาคต

เราอยากจะส่งต่อสิ่งที่เราไม่ชอบตอนเด็กๆ ให้ลูกของเราเป็นคนติดความสมบูรณ์แบบและไม่กล้าทำอะไรจนกลัวสายตาใครๆ จริงๆ เหรอ?

คำถามหนึ่งที่อยากให้ตระหนักคือ กำลังโกรธและโทษตัวเอง หรือโทษทุกสิ่งรอบข้าง ที่มันกำลังไม่สมบูรณ์แบบในสายตาเรา มันทำให้ชีวิตของเราดีขึ้นไหม ทำให้หาเงินมาเพิ่มได้หรือเปล่า ทำให้เพื่อนรักเรา ศรัทธาเรามากขึ้นไหม ? ถ้ามันไม่ใช่ อะไรที่ไม่จำเป็นก็ต้องปลดมันออกบ้างนะ ก่อนจะสูญเสียความเป็นตัวเองมากกว่านี้

มันอาจจะยาก เพราะเราแค่ไม่รู้วิธีที่จะรับมือกับมัน แต่ถ้ารู้แล้วลองเริ่มต้นทำจริงๆ จะรู้ว่ามันง่ายมาก แค่อาจต้องฝึกเยอะหน่อยในช่วงแรก

เคล็ดลับสำคัญอยู่ที่การ หยุดพัก กด Pause ทุกสิ่งที่ทำ พูด คิด เพื่อหายใจ

มันมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มารองรับด้วยนะ เพราะในเวลาที่ร่างกายเข้าโหมดอารมณ์แดนลบ หรือซิมพาเธติกเนี่ย มันจะเกิดการประหยัดสำรองพลังงานให้ร่างกายในส่วนที่มันคิดว่าไม่จำเป็น หนึ่งในนั้นก็คือ “สมองส่วนที่ทำให้เรามีเหตุผลและความคิดสร้างสรรค์” หรือก็คือสมองส่วนหน้านั่นเอง ออกซิเจนจะไปเลี้ยงไม่ถึง เพราะมันไปสุดแค่สมองส่วนอารมณ์และก้านสมองแค่นั้นแหละ

ทำให้ตอนเราโกรธ เศร้า ถ้าเราไม่รู้จักกด Pause ไปทำสมาธิ หายใจเอาออกซิเจนเข้าไปให้มากกว่าปกติ เราจะไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหมทั้งนั้น เราจะไม่ระวังทั้งการกระทำ คำพูด และความคิดเลย

เพราะร่างกายกำลังเครียดในสภาวะโหมดเอาตัวรอด ประหนึ่งโดนนักล่าวิ่งไล่อยู่อะไรทำนองนี้

ลองหยุดการกระทำ หยุดคำพูดและการแสดงออก หยุดความคิดที่เป็นไปในแนวกล่าวโทษ เฆี่ยนตีตัวเองและคนอื่นดูก่อน อยู่กับสมาธิ อยู่กับลมหายใจ ชนิดที่ว่าไม่ต้องคิดอะไรเยอะ นอกจากคำถามที่ว่า เราทำแบบนี้ลงไปแล้วเรารู้สึกยังไงนะ ?

3 STEP ปล่อยวางความไม่สมบูรณ์แบบ
ยากถ้าไม่เคยลองและฝึก ง่ายถ้าฝึกอยู่เป็นประจำ

STEP 1 – หยุดพัก กด Pause ทุกการกระทำ คำพูด และความคิดไว้ก่อน ด้วยการหายใจเข้าออกช้าๆ

การหายใจเป็นเรื่องที่ทำง่ายสุดๆ ทำเพื่อหยุดทุกอย่าง หยุดความคิด หยุดคำพูด หยุดการกระทำ หยุดมือที่กำลังจะพิมพ์ด่ากราดในโซเชียล แล้วจะส่งผลที่ไม่ปัง แต่พังพินาศหนักกว่าเดิม

STEP 2 – รู้ทันอารมณ์

แต่เราต้องรู้ทันอารมณ์ที่ทำให้เราคิดบวกหรือลบ และรู้จักถามตัวเองให้เป็นว่า เรากำลังโกรธอยู่นะโกรธแบบทอร์นาโดลงเลยแล้วเราโกรธเรื่องอะไรบ้าง การใช้กระดาษกับดินสอช่วยลิสต์เรื่องที่เราไม่พอใจอาจช่วยให้เรานึกออกและไม่หลงประเด็นไปไกล

  • โกรธที่ทำไมเพื่อนเราไม่เคยเห็นคำแนะนำเราดีเลย
  • โกรธที่ทำไมเราต้องโดนล้ออยู่ตลอดว่าอ้วนบ้างล่ะ หมูออกกำลังกายบ้างล่ะ

STEP 3 – ค่อยๆ คิดแบบไม่ตัดสิน มองในมุมคนอื่นๆ บ้าง อย่าเพิ่งใช้ไม้บรรทัดของเราตัดสินคนอื่น

เมื่อเราได้ลิสต์รายการที่ไม่พอใจแล้ว เราค่อยๆ คิดไปที่ละเรื่อง อย่างไม่ตัดสิน ใช้การมองในมุมคนอื่นบ้าง ว่าถ้าเราเป็นเขา แล้วเราจะรู้สึกอย่างไร บางทีการโทรไปคุยกับคนที่รู้จักเรา ดีและเราไว้ใจ คุยด้วยแล้วสบายใจ อาจทำให้เราเห็นในมุมของคนอื่นที่เราคิดไม่ออกจริงๆ

  • โกรธที่ทำไมเพื่อนเราไม่เคยเห็นคำแนะนำเราดีเลย
    • คำแนะนำของเราไม่ดีตรงไหน หรือเราใช้วิธีแสดงออกที่ไม่โอเคตรงไหน
    • อ๋อ เพราะเราสาด how to ไป โดยไม่เคยถามปัญหาเพื่อนเลยสักครั้งนี่นา
    • เพื่อนอาจจะเจอจุดที่ติดอยู่ แต่เราคงให้วิธีที่ไม่ตรงกับจุดติดตรงนั้นน่ะนะ
    • ก็ไม่แปลกไหม ถ้าเพื่อนเราจะรู้สึกว่าเราไม่เคยฟังเขาเลย
    • คราวหน้าเราควรถามเพื่อนเราให้ละเอียดถึงความต้องการที่แท้จริงของเขากับเรื่องที่เอามาเล่าให้ฟัง เพื่อนน่าจะฟังเรามากขึ้นแล้วล่ะ
  • โกรธที่ทำไมเราต้องโดนล้ออยู่ตลอดว่าอ้วนบ้างล่ะ หมูออกกำลังกายบ้างล่ะ
    • คนนอกเขาก็มองว่าเราอ้วน และกำลังออกกำลังกาย
    • พวกเขาไม่ระวังอารมณ์ตัวเอง พวกเขาไม่รู้ว่าเรากำลังลด
    • เอาอะไรกับคนไม่ระวังอารมณ์ล่ะ?
    • เราลดเพราะเราใกล้ตาย ถ้าเราเลิกเพราะถูกล้อแค่ 1 นาที เราอาจต้องทนกับโรคร้ายตลอดชีวิตนะ ไม่ใช่แค่เราคนเดียวน่ะ คนในบ้านเราด้วย
    • ตัวเรากับคนในบ้านเรามีค่าน้อยกว่าน้ำลายราคาถูกหรือเปล่า?
    • ช่างมันเถอะ พรุ่งนี้ไปออกกำลังกายต่อ
Follow me