เพราะเราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว – 11 เรื่องที่ได้เรียนรู้ผ่านซีรีส์นักเรียนพลังกิฟท์

สองวันมานี้ เราไหลไปกับซีรีส์เรื่องนี้จน… #ลืมนอน เพิ่งจะปรับร่างกายจนเข้าสู่โหมดปกติได้ ก็วันนี้แหละ เราชอบคอนเซปต์ของมันมากเลยนะ เราว่ามันน่าสนใจ เลยดูเรื่องนี้แบบไม่ตัดสินอะไรทั้งนั้น ไม่คาดหวัง ไม่อะไรเลย ดูหลายๆ มุมหน่อยในมุมมองนักสืบที่เก็บหลักฐานหลายๆ อย่าง แล้วมันจะได้อะไรมากกว่าความบันเทิง ^_^

พรสวรรค์ของพวกเขา คือของขวัญ หรือคำสาป กันแน่ล่ะ?

ถ้าวันนึงคุณเกิดได้ยินเสียงประหลาด
แล้ววันรุ่งขึ้นพบว่าตัวเองมีศักยภาพแบบเกินมนุษย์มนา

คุณคิดว่า ความสามารถพิเศษนั้นจะเป็นอะไร?
เก็บมันไว้ในใจ เราจะพาเดินทางไปหาคำตอบนั้นกัน

1. ไม่ว่าจะพิเศษแค่ไหน แต่เหนื่อยก็ต้องพัก

จากหลายๆ ตอน เราสังเกตว่า หลายๆ คนในเรื่องที่ใช้ศักยภาพมากเกินไป หรือมันไปกระตุ้นอะไรบางอย่างในอดีตจนขาดสติที่จะควบคุมการใช้ชีวิตแบบเป็นสังคม จะเกิดอาการคลุ้มคลั่ง และครูก็จะให้พวกเขาไปพัก และหลังจากพัก ก็จะพร้อมสำรวจศักยภาพตัวเองใหม่

2. การมีพรสวรรค์ มันก็แล้วแต่มุมมอง ว่ามันคือคำสาป หรือพรสวรรค์

สำหรับตัวละครบางตัว มองว่าเป็นพรสวรรค์ พวกเขาก็จะพัฒนาไปจนสุดทางและมีความสุขกับมัน ได้แบบไม่ต้องคิดเยอะเลยด้วยซ้ำ แต่สำหรับบางคน มองว่ามันเป็นคำสาป เขาก็จะแสดงแต่ด้านแย่ๆ และเริ่มที่จะแปลกแยก โดดเดี่ยวออกไปจากสังคมเด็กห้องกิฟท์

3. พรสวรรค์มีทั้งด้านดีและร้าย แค่ต้องเข้าใจและอยู่กับมันให้เป็น

หากเราไม่สามารถลบมันออกไป ทำไมเราต้องเหนื่อยที่จะลบมัน ?

หากเราชอบมันมากๆ แต่การใช้มากไป ก็ทำให้เกิดผลที่ไม่คาดฝัน แล้วเราจะทำอย่างไรเพื่อยังสนุกกับสิ่งที่เรามีอยู่ได้บ้าง?

ลองเรียนรู้และอยู่กับมัน สักตั้งไหม ?

4. พรสวรรค์พัฒนาไปได้แบบไม่มีขีดจำกัด ในขณะเดียวกัน ก็ทำลายตัวผู้ใช้เองได้ แบบไม่มีขีดจำกัดเช่นกัน

ทบทวนตัวเอง เรียนรู้ ปรึกษาครูและโรงเรียน สามสิ่งนี้คือคีย์หลักที่เป็นเหมือนกิจวัตรที่ครูพยายามสอนทุกคน เอาเข้าจริงคลาสกิฟท์ให้อิสระมาก

5. การเรียนในห้องกิฟท์อย่างโดดเดี่ยว อาจเกินกำลัง ลองเรียนเป็นทีมบ้างดูดีมั้ย?

บางทีเราก็ไม่รู้หรอกว่าตัวเองถนัดอะไร ไม่ถนัดอะไร

ปิศาจร้ายจะโผล่มาเมื่อไหร่ ก็ต่อเมื่อมีคนอีกคนมาเห็น
เรื่องบางเรื่องเป็นเรื่องใหญ่มาก เช่น การเปลี่ยนระบบโรงเรียน
แต่ถ้าฝืนทำแค่คนเดียว ก็ไม่ไหวเช่นกันนะ มันก็ต้องใช้คนหลายคนเอาความถนัดมาช่วยๆ กันนี่แหละ

และการมีคนคอยช่วยกันแบบนี้
เวลาเกิดเหตุผิดปกติอะไร ก็จะได้คอยช่วยเหลือกันได้ทันที

ก่อนที่เรื่องราวมันจะบานปลายใหญ่โตยังไงล่ะ

6. พรสวรรค์บางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องไปกำหนดกรอบให้มัน ลองปล่อยให้มันเป็นในแบบที่ควรจะเป็น แล้วค่อยๆ เรียนรู้มันไปเรื่อยๆ ดีกว่าไหม?

อันนี้ก็จะเป็นแง่มุมของตัวละครที่ดูจะไม่เครียดสุดในห้อง ก็คือโอม เด็กที่ขี้ลืม ไม่ค่อยเห็นความสำคัญของสิ่งรอบตัว หลังจากที่เขาเจอปัญหา เขาก็สามารถจัดการกับความสำคัญของสิ่งต่างๆ จนสนุกกับพลังล่องหนได้เลยทีเดียว (ใช้ศักยภาพแย่งขนมเพื่อนก็ทำ ดูมันสิ)

7. บางทีเราอาจจะแค่ไม่ได้จริงจังกับมัน เลยทำให้เราไม่รู้ว่าเรามีของดีอะไรอยู่ในตัว 

ลองให้โอกาสได้ลองดูหน่อยไหม? อย่างน้อยอย่าเพิ่งรีบตัดมันทิ้ง
แต่ค่อยๆ เรียนรู้เท่าที่เราไหว?

มีสองคนในห้องกิฟท์ ที่ขอผอ. ให้ช่วยลบพลังหน่อย
แต่สุดท้ายมาเฉลยว่า ผอ. ไม่ได้ลบนะ แค่ทำให้ใช้ไม่ได้ชั่วคราว

เพื่อให้เด็กสองคนนี้ได้เรียนรู้ตัวเอง
เพราะสุดท้าย พวกเขาก็กลับมาอยู่ในห้องกิฟท์อยู่ดี

8. การทำให้คนเท่าเทียมกัน ฟังดูแล้วเป็นคอนเซปต์ที่ดีนะ แต่จะใช้วิธีการกดคนที่เขาสูงกว่าให้ด้อยค่าลง หรือใช้วิธีการช่วยเหลือคนที่เขายังขึ้นมาไม่ถึง ให้อยู่ในจุดเดียวกันดีล่ะ ?

เรื่องนี้อาจต้องมองย้อนหลายๆ EP เลย

เด็กห้องกิฟท์ คือเด็กที่มาจากเด็กห้องธรรมดา พวกเขายังต้องเรียนรวมกับห้องธรรมดา แต่แค่ได้รับอภิสิทธิ์บางอย่าง เพื่อให้ได้สภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการพัฒนาศักยภาพ

นั่นทำให้ต้องมีคนอิจฉาริษยาเป็นเรื่องธรรมดา

บางคนอาจอิจฉาจนถึงขั้นมาทำร้ายเด็กห้องกิฟท์ด้วยความคิด คำพูด การกระทำ เลยก็มีนะ

ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ส่งผลต่อจิตใจ หากไม่มีสภาวะแวดล้อมเด็กห้องกิฟท์ขึ้นมา
และเด็กห้องกิฟท์ ก็จะกลายเป็นเด็กธรรมดาจริงๆ แบบที่ผอ. บอก จริงๆ นั่นแหละ

มองในมุมกลางๆ เด็กที่มีพรสวรรค์ กว่าจะมาถึงจุดที่ควบคุมมันอยู่ พวกเขาต่อสู้กับมันมามากแค่ไหน?
ต่อสู้เพื่อเอาชนะและควบคุมตัวเองได้เนี่ย มันยากมากเลยนะ
ถ้าได้ลองดูประวัติตัวละครแต่ละตัว จะรู้เลย ว่ามันก็ผ่านอะไรสักอย่างมาประมาณนึง

แล้วมันยุติธรรมไหม ถ้าจะกดคนที่กว่าจะเอาชนะตัวเองได้ ให้กลับไปสู่จุดเดิม

ถ้าเป็นเราเราโอเคแล้วเหรอ?

.

ถ้าอยากให้มันเท่าเทียม มันก็มีอีกวิธีนึงนี่ คือการช่วยเหลือคนที่ยังมาไม่ถึงห้องกิฟท์ ให้ได้อยู่ห้องกิฟท์ยังไงล่ะ ? พอจะทำได้บ้างไหมล่ะ ? บางครั้ง การค้นหาคำตอบของคำถามครูที่ถามว่า “ทำไมพวกเธอถึงได้มาอยู่ที่นี่” อาจมีมากกว่าเรื่องเสียงจากลำโพงก็ได้นะ

เพราะแปงเองก็เป็นหลักฐานที่ดีว่า อยู่ห้องบ๊วยที่สุด ดูจะสิ้นหวังสุด ข้อสอบก็มั่วรัวๆ
มันก็เข้ามาอยู่ห้องกิฟท์ได้นะ

บางทีการลองใช้ช่องโหว่ของกฎที่ห้ามบอกว่า ความลับของห้องกิฟท์คืออะไร
เป็นการออกไปเล่าว่า อยู่ห้องกิฟท์แล้วรู้สึกดียังไง ชอบตรงไหน แต่ไม่จำเป็นต้องเล่ารายละเอียดข้างในขนาดนั้นหรอก

และกระตุ้นให้พวกเขาพยายามเพื่อมาถึงจุดนี้บ้าง ก็น่าจะดีกว่าหรือเปล่า หากอยากได้คอนเซปต์แห่งความเท่าเทียมนี้เกิดได้จริงๆ

เพราะความเท่าเทียมจริงๆ แล้ว มันก็มีและไม่มีในคราวเดียวนั่นแหละ

คนเรามันต้นทุนไม่เท่ากันอยู่แล้ว
แต่ในขณะเดียวกัน เราก็สามารถพัฒนาจนไปอยู่ในจุดที่สูงกว่า เป็นการลงทุนเพิ่มได้นะ เพื่อให้มีต้นทุนมากกว่าคนอื่นไง?

9. คุณไม่สามารถคาดเดาผลลัพธ์ของการพัฒนามนุษย์ได้เลย สิ่งที่คุณทำได้ดีที่สุด คือ สร้างสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมให้พวกเขาได้เจริญเติบโต

และนี่คงเป็นเหตุผล ของการมีอยู่ของห้องกิฟท์ในเรื่อง

10. บางทีก็ควรให้เด็กห้องกิฟท์ รับบทเรียนจากผลการกระทำของพวกเขาบ้างนะ แต่มันก็ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงวันนั้น เพราะเราต่างเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้ยังไงล่ะ

สิ่งนึงที่ทำให้หลายๆ คนไม่พอใจกับเด็กห้องกิฟท์ ที่นอกจากอภิสิทธิ์ที่เหนือกว่า
อาจเป็นเพราะความพยายามในการปกป้องเด็กของผอ. ที่มากเกินไป

หลายทีก็อาจจะต้องให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ความเจ็บปวดด้วยตัวเองบ้าง
แต่เมื่อเขารับผลของมันตามสมควรแล้ว ก็ค่อยให้โอกาสในการปรับปรุงตัวได้นะ
ช่วยให้พวกเขาได้ลองทบทวนตัวเองดู

หลายครั้งก็ไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดเรื่องที่บานปลาย
ไม่งั้นเราจะมีเพื่อนไว้ทำไมกันล่ะ?

การทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมห้อง
คืออีกหนึ่งในกระบวนการการเรียนรู้ที่ขาดไม่ได้เหมือนกัน
เพราะเพื่อนนี่แหละ คือคนที่ดึงสติที่ดีที่สุดไม่แพ้กันเลย

11. (คำถามเชิงสมมติ) ถ้าวันนี้คุณมีพลังพิเศษแบบเด็กๆ ในเรื่อง คิดว่าพลังพิเศษของคุณเป็นแบบไหนดี

กดอ่านเพิ่มดูคำตอบของเรา ที่ตอบแบบเวอร์ชั่นเด็กห้องกิฟท์ได้
ถ้ากดอ่านแล้ว เราอาจมีมุมที่มองไม่ตรงกัน เราเข้าใจ
เราถึงได้ใช้ปุ่ม Spoiler เพื่อความสมัครใจในการรับรู้ยังไงล่ะ

Spoiler

“พรสวรรค์ด้านการเรียนรู้ ผ่านการโรลเพลย์”

เอาจริงๆ ตัวปอเองไม่รู้หรอก ว่าที่แท้แล้วตัวเองมีนิสัยยังไงกันแน่

มันก็แล้วแต่ว่า วันนั้นไปเจออะไรมา วันนั้นเรียนรู้อะไร วันนั้นเสพสื่ออะไร วันนั้นคุยกับใคร แล้วเขาใส่อะไรเข้ามาให้เราบ้าง

และเราก็เป็นคนที่ชอบโรลเพลย์แบบตัวอักษรมาสักพักแล้ว แอบฝึกโรลเพลย์แบบการแสดงอยู่เหมือนกัน แค่ไม่เคยบอกใคร

เมื่อได้ลองสำรวจตัวเอง บางเวลาเราเป็นแบบคาแรคเตอร์ตัวนึง บางเวลาเราเป็นอีกตัว อย่างตอนที่กำลังพิมพ์อยู่ในตอนนี้ อาจจะเป็นคุณตำรวจที่กำลังบันทึกเรื่องราวกับแม่ชีนักแต่งนิยายที่กำลังช่วยกันทำงานอยู่ก็ได้นะคะ

เดี๋ยวสักพักไปเที่ยวเม้าท์มอยกับเพื่อน ก็คงได้ดึงตัวตนสองคน ที่เป็นคู่รักที่เต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ ที่คนนึงเป็นแวมไพร์สายเอ็นเตอร์เทนกับอีกคนเป็นคนเห็นผีที่คอยแก้ปัญหาแบบที่คุณริวทำออกมา

ถ้าต้องไปทำงานที่เจอเจ้านายที่ไร้ซึ่งความเห็นอกเห็นใจ อาจต้องเอาคุณตำรวจผู้ซึ่งไม่ได้คิดอะไรเยอะแยะ แต่เป็นคนช่างสังเกต มารับบรีฟ เพื่อให้คนอื่นที่เหมาะกับงานอีกคน มาช่วยๆ กันทำ เช่น ถ้างานชิ้นนั้นคืองานอาร์ทเป็นยัยแวมไพร์หรือคนเห็นผีได้ไหม เพราะสองคนนี้เขาเก่งเรื่องศิลปะ หรือถ้างานนั้นคือการเขียนคอนเท้นท์ที่ต้องเล่าเรื่อง ยัยแม่ชีนักเขียนนิยายได้ไหม?

ความจริงแล้วตัวตนมันมีเยอะมาก จนปอรู้สึกว่ามันไม่จำเป็นต้องยึดติดกับการทำแบบทดสอบว่าจริงๆ แล้วฉันเป็นไทป์ MBTI ไหน แล้วยึดติดเช่นนั้นไปตลอด เพราะเมื่อไหร่เรายึดติด เราจะทรมานจนหัวปั่น ร้องไห้ แล้วก็ป่วย

นี่คงเป็นเพราะพื้นฐานการเป็นคนที่เหมือนเป็นฟองน้ำที่ซึมซับเรื่องราวรอบตัวได้ง่ายเกินไป ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ คลิป หนัง ละคร หรือแม้แต่อารมณ์ของคน

ข้อดีคือ เราสามารถเรียนรู้ได้เร็วมาก จนเรารู้สึกว่า เราเกิดมาเพื่อเป็นนักผจญภัยจริงๆ นะ ไม่ว่าจะเป็นการผจญภัยในโลกกว้างข้างนอก หรือแม้แต่โลกของจิตใจของเราเอง 

แต่ข้อเสียคือ ถ้าโดนปั่นย้ำๆ ไม่ว่าจะคนอื่นพูดหรือตัวเองตอกย้ำตัวเองเมื่อไหร่ละก็ เราจะซึมเศร้า เบิร์นเอาท์ เกลียดตัวเองไปเลย

ส่วนการสร้างตัวละคร มันมาจากงานอดิเรกที่เราทำมาหลายปี และเราพบว่า มันก็เอามาใช้รับมือตัวเราที่ซึมซับต่อสถานการณ์ต่างๆ ได้ดีมากๆ

เราแค่ต้องการมีทีมเวิร์คที่ช่วยเราในสถานการณ์ต่างๆ และให้มันผ่านไปได้ด้วยดี

ส่วนเวลาพักของฉัน อาจเป็นเพียงการได้ใช้เวลาในสไตล์คาแรคเตอร์บางตัวที่ไม่ได้ใช้งานหนักๆ ก็เพียงพอแล้ว อย่างเช่น ถ้าคู่รักจอมใส่ใจชาวบ้านไปโดนทำร้ายมา อาจต้องใช้ความอินดี้ที่อยู่คนเดียวและสลอธไปวันๆ ของแม่ชีนักเขียนนิยายที่อาจจะขี้เกียจแล้วอ่านหนังสือได้เรื่อยๆ ทั้งวันช่วย เป็นต้น

เพราะร่างกายของฉันเปรียบเสมือนตุ๊กตาที่พร้อมใส่วิญญาณตัวละครแล้วโรลเพลย์ยังไงล่ะ !

“เด็กห้องอื่นอาจมองว่าฉันบ้า แต่เธอไม่มาเป็นฉัน เธอไม่มีวันเข้าใจหรอก”

แล้วร่างกาย และน้ำเสียง รวมถึงการสื่อสารขาออกที่ไร้การควบคุมแบบธรรมชาติ แต่กลับก่อเรื่องร้ายแรงที่ไม่คาดฝัน แล้วมาเสียใจและเกลียดตัวเองทีหลังเนี่ย มันดีมากแล้วหรือยังไง ? ฉันเสียใจกับเรื่องเหล่านี้มามากพอแล้ว

สองสิ่งที่เราขอมี คือสติ ที่ให้รู้ตัวเองว่าเมื่อไหร่ต้องพักได้แล้ว กับสอง การทบทวนตัวเองในบทบาทนั้นๆ เพื่อหวังว่าเราจะพัฒนามันต่อไปได้มากขึ้นอีก

เราแค่อยากทำความรู้จักกับคนข้างในของเราให้ครบทุกคน เพราะมีบางคนที่ยังไม่ได้ชัดเจนเลยก็มี และจากการอยู่กับบางคนนานๆ เช่น ยัยแม่ชีนักเขียน แวมไพร์สายเฮฮา และคนเห็นผีสายโค้ช ก็ทำให้เราได้เรียนรู้ว่า เราสามารถเลือกคนที่เราจะใช้ แล้วใช้บ่อยๆ เพื่อให้เหมาะกับเป้าหมายระยะยาวของชีวิตได้เช่นกัน

แว่วๆ มาว่า ซีรีส์ ss2 จะมาภายในปีนี้

เรานี่รอดูเลย ว่าเด็กรุ่นน้องจะเป็นยังไงกันบ้าง ^_^

Follow me