“ท้อหนักมาก” ลดความอ้วนมานาน พยายามมาหลายครั้ง แต่น้ำหนักไม่เห็นจะลด ทำยังไงดี?

ความท้อเป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นได้กับทุกคนที่กำลังทำบางเรื่องเพื่อเปลี่ยนแปลงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง การลดความอ้วนเพื่อเปลี่ยนแปลงรูปร่างหรือสุขภาพก็เช่นกัน บทความนี้จะไม่มีสาระหนักว่าคุณต้อง IF นะ คีโตนะ แต่คือการให้กำลังใจ และทางเลือกเพื่อเติมกำลังใจให้ตัวเองล้วนๆ เลยนะ ลองเลือกเอาไปใช้ได้ตามสบายค่ะ ^_^

เอาล่ะไหนๆก็มีโอกาสมาเจอบทความนี้แล้ว สำหรับใครก็ตามที่หลงเข้ามาอ่าน ปอจะพาคุณไปคุยกับตัวเองในประเด็นนี้

ฟิลลิ่งสบายๆไม่ต้องกดดัน เตรียมหายาดม น้ำหอมกลิ่นที่ชอบ หรือกาแฟกลิ่นหอมๆ มาสร้างบรรยากาศระหว่างการอ่านได้นะ ^_^

ก่อนอื่นบอกเลย ว่าเราก็เคยมีช่วงเวลาที่ท้อ ไม่แตกต่างกันนัก ตัวเราเองเคยพยายามลดความอ้วนมาแล้วทั้งหมด 4 ครั้งโดยที่ครั้งนี้คือครั้งที่ 4

ส่วน 3 ครั้งที่ผ่านมาคือการเรียนรู้ล้วนๆ ว่าวิธีนี้ไม่เหมาะกับเราจริงๆ

ความท้อเกิดได้กับทุกคนเป็นเรื่องปกติค่ะ

อารมณ์นี้บอกอะไรเรา ? อารมณ์นี้จะมาเมื่อไหร่ ?

ใช่ตอนที่เรากำลังพยายามกับบางสิ่งบางอย่าง แต่เราไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่คาดหวังเอาไว้หรือไม่ ?

เวลาเราหมดกำลังใจกับสิ่งที่เราทำอยู่  ความท้อแท้ สามารถเกิดขึ้นได้ เป็นเรื่องปกติค่ะ

ปออยากแนะนำคนที่กำลังท้อขั้นสุดจริงๆ ว่าไปพักก่อนนะ

ตอนนี้สามารถแชร์บทความนี้ออกไปเซฟเก็บไว้ก่อนแล้วไปพักจนกว่าจะหายเหนื่อยให้อารมณ์เป็นปกติก่อนแล้วค่อยกลับมาอ่านค่ะ

ย่อแล้วมองยาก อย่าหาทำ

แต่ถ้าตอนนี้ไหวไปต่อได้เลยนะ เพราะปอจะเริ่มแนะนำในส่วนของการแก้ไขปัญหา เพื่อไปต่อแล้ว

ท้อเป็นอารมณ์ของคนที่หมดกำลังใจ

เมื่อวันใดกำลังใจหมด คุณว่าคุณจะลดความอ้วนต่ออย่างมีความสุขได้หรือเปล่า?

เมื่อไม่มีความสุข คนเราก็เบื่อที่จะทำต่อ

คุณไม่จำเป็นต้องทำทุกข้อที่ปอแนะนำ สามารถทำเป็นบางข้อ หรือไม่ต้องทำเลยก็ได้ แต่สิ่งที่อยู่ในบทความด้านล่างคือทางเลือกของคนที่กำลังลดความอ้วนอยู่ ว่าเราสามารถปรับมุมมองแบบไหนได้บ้าง เพื่อเติมกำลังใจให้ตัวเองยังสามารถที่จะลดความอ้วนต่อไปได้เรื่อยๆ ค่ะ

1. การเขียนทรงพลัง

เป้าหมายในการลดครั้งนี้คืออะไร?  เพื่อรูปร่างหรือสุขภาพ ถ้าลดสำเร็จเราจะได้อะไร? ถ้าลดไม่สำเร็จ เราจะเสียอะไรลองจดบันทึกผลลัพธ์เป็นค่ามวลองค์ประกอบร่างกายหรือวัดสัดส่วนแบบเป็นรายสัปดาห์ / 15 วัน / 1 เดือน วนไป จดแผนการกิน จดแผนการออกกำลังกาย ฯลฯ เขียนย้ำๆ ซ้ำๆ วนไป จนกว่าจะได้มันมา

การได้เขียนเป้าหมายบ่อยๆ รวมถึงการเขียนพัฒนาการด้านวิธีการที่คุณกำลังทำ เพื่อไปสู่เป้าหมายหลักเกี่ยวกับการลดความอ้วนนั้น ช่วยให้คุณโฟกัสภาพอนาคตที่คุณอยากได้ ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

วิธีนี้เป็นหลักการสากลที่ได้รับการยอมรับ เพราะการแค่คิดในสมองว่าอยากลด มันก็ยังเป็นเพียงแค่ความคิด แต่ถ้าเราบังคับให้ร่างกายได้เขียน ยิ่งบ่อยเท่าไหร่ เราจะยิ่งไม่หลุดเป้าหมายได้ง่ายขึ้นเมื่อนั้น

และนอกจากนี้การจดนี่แหละจะทำให้เรานึกออกว่าเราต้องปรับปรุงแผนการกินการออกกำลังกายอย่างไรบ้าง ยังทำให้เราได้สนุกจากประสบการณ์บางอย่าง ทำให้เกิดการเรียนรู้จากการลองผิดลองถูก  จนกระทั่งความล้มเหลวแทบไม่ทำให้เราท้อ และกลายเป็นเรื่องปกติเลยทีเดียว ^_^

2. หาแนวร่วม เพื่อนที่จะลดไปด้วยกัน

หากตอนนี้คุณไม่มีโชคดี บางทีอาจเป็นเพราะสภาพแวดล้อมยังเป็นสภาวะเดิมๆ เพื่อให้โชคดีมาเยือน คุณจำต้องสร้างสภาวะใหม่ๆให้เกิดขึ้นหนังสือ Good Luck — Alex Povira

คุณกำลังรายล้อมไปด้วยสังคมแบบไหน ?

ใช่สังคมสายพากันไปกินอยู่หรือเปล่า? ใช่สังคมที่เป็นสายดื่มเหล้าอยู่ไหม?

ปอไม่ได้กำลังเหยียดนะ แต่เราพูดกันบทหลักความจริงของคนที่มีเป้าหมายอยากมีสุขภาพดี อยากลดความอ้วนกันอยู่เนอะ

คุณอาจไม่จำเป็นต้องเลิกคบนะ (อันนั้นก็สุดโต่งไป)

แม้ว่าเราอาจเลือกเกิดไม่ได้ แต่ก็ไม่มีใครห้ามให้คุณมีเพื่อนเพิ่มนี่ จริงไหม?

แล้วก็ไม่มีใครห้ามให้คุณไปหาสังคมที่เขาดูแลสุขภาพนี่เนอะ?

ซึ่งบอกเลย ลองไปร่วมตามสวนสาธารณะที่เจอคนชอบวิ่ง นั่นก็ใช่แล้วค่ะ
ไปฟิตเนส หรือแม้แต่เข้าคอร์สลดไขมันที่จัดเป็นการประกวดไม่ว่าที่ไหนๆก็เจอแล้วค่ะ

นอกจากจะได้บรรยากาศแล้ว เวลาเราติดปัญหาเรื่องไหน เราสามารถถามคนที่เขาสำเร็จก่อนหน้าเราไปแล้วได้ด้วยอีกนะ คือบางเรื่อง สำหรับมือใหม่ มันเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยากก็ไม่แปลกนักหรอก

3. หมั่นหาความรู้เพิ่มเติมเสมอในระหว่างที่กำลังลงมือลดความอ้วน

ด้วยองค์ความรู้เดิมๆ เพียงชุดเดียวที่เรามีในตอนนี้ และทำให้เรารู้สึกท้อแท้หมดกำลังใจ

คงปฏิเสธไม่ได้ใช่ไหม ว่าถ้าไม่หาความรู้เพิ่ม คงได้กลับไปท้ออีกแน่ๆ

ซึ่งความรู้สามารถหาได้มากมาย แต่เราจะเชื่อความรู้แบบไหนได้บ้าง ก็เลือกที่จะเชื่อนิดนึง ค่อยๆ ลอง ปรับใช้ วัดผลไปเรื่อยๆ ไม่ต้องหักโหม

ยิ่งได้วัดผลค่ามวลองค์ประกอบร่างกายแบบรู้ทั้งค่ากล้ามเนื้อ น้ำ ไขมัน กระดูก ไขมันช่องท้อง อายุเซลล์ แล้วล่ะก็… จะยิ่งเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของร่างกายเมื่อเทียบกับของที่เราทานเข้าไปวันก่อนเลยล่ะค่ะ

4. อย่ายึดติดกับวิธีการ

เพราะสรรพสิ่งล้วนเปลี่ยนแปลง คีโตแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องคีโตตลอดไป หรือว่าต้องทำ IF เท่านั้น วิธีอื่นไม่ได้

เทคนิคไดเอ็ทมีหลายแบบก็จริง ลองเลือกปรับใช้และเปลี่ยนแปลงได้ตลอดแล้วแต่พฤติกรรมของเราช่วงนั้น วิธีที่เราทำแล้วรู้สึกมีความสุขไปกับมัน

เพราะวิธีการลดความอ้วนที่ดีที่สุด คือวิธีที่เราทำได้ทุกวัน

เนื่องจาก พอถึง ณ จุดหนึ่งที่เราได้ผลลัพธ์แบบที่เราพอใจสุดๆ มันจะกลายเป็นไลฟ์สไตล์การกินแบบใหม่ที่เรารู้สึกว่าชินไปแล้ว และไม่ได้อยากกินแบบเดิมกับตอนแรกสุดเลยก็เป็นได้

“ฉันไม่ได้กำลังลดความอ้วน ฉันกำลังเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ (การกิน) ต่างหาก”

5. เมตตากับตัวเองบ้าง เพราะเรามีปัจจัยในการลดไม่เหมือนกัน

แนวทางการลดมีหลายวิธีมาก แต่ก็วิธีใครวิธีมันนะ เพราะร่างกายแต่ละคนไม่เหมือนกัน ร่างกายของคนแต่ละคนต่างกันตั้งแต่ปริมาณไขมัน น้ำ กล้ามเนื้อ กระดูก โรคประจำตัว อาการบาดเจ็บสะสม อายุ เพศ ระดับความเครียดมากน้อยเท่าไหร่ ฯลฯ

เป้าหมายก็ต่างกัน วิถีชีวิตก็ไม่เหมือนกัน

การเปรียบเทียบถ้าทำเพื่อศึกษาก็พอได้อยู่ เฉพาะคนที่เขาเป็นคล้ายๆ เรา เราศึกษาเพื่อดูว่าคนๆ นั้นมีปัญหาแบบนี้ แล้วเขาผ่านมันมาแบบไหน?

แต่ถ้าเพื่อกดดันตัวเอง ไม่แนะนำจริงๆ เลยนะ มันจะทำให้เราเครียดหนักกว่าเดิม แล้วการลดความอ้วนรอบนี้ มันไม่ใช่การปรับไลฟ์สไตล์ที่จะอยู่ติดตัวเราไปยาวๆ อย่างแท้จริงเนี่ยสิ !

6. เมตตากับตัวเองบ้าง ให้กำลังใจตัวเอง เพราะชีวิตยังมีพรุ่งนี้เสมอ

ไม่เป็นไรนะ พรุ่งนี้เริ่มใหม่

มีตรงไหนต้องทำเพิ่มหรือปรับลดไหมล่ะตัวฉัน พรุ่งนี้เอาใหม่นะ

อย่างน้อยเราก็เริ่มมาไกลมากแล้วนะ ทำดีแล้ว ทำต่อไป สู้ๆ นะ

ลองให้กำลังใจตัวเองในทุกๆ วัน จะบอกว่าปอก็พูดคำว่าไม่เป็นไร พรุ่งนี้เอาใหม่บ่อยมาก กับอีกคำคือไม่เป็นไรหรอก เราเพิ่มเริ่มเอง

“เพราะชีวิตยังมีพรุ่งนี้เสมอ” — บอดี้แสลม

ทั้ง 6 ข้อนี้ ลองเอาไปปรับใช้ดูได้นะคะ เติมกำลังใจในทุกวัน ขอให้ได้หุ่นดี มีสุขภาพดีสมดังที่ตั้งใจถ้วนหน้าค่ะ 🙂

ส่งกำลังใจให้ทุกคนโดย
MissMons คนแปลงร่าง ลูกเทรนทีม ยนน

Follow me