การลดความอ้วนที่ยั่งยืน คือการเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ระยะยาว เล่าสู่กันฟังจากประสบการณ์จริง ที่ลดมา 1 ปี จาก 89 KG เหลือ 51-52 KG

ก่อนอื่น ขอออกตัว ว่าเราเคยลดมาแล้วทั้งหมด 4 ครั้ง และครั้งนี้คือครั้งที่ 4 ซึ่งมั่นใจมาก ว่ามันจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ที่จะลด และมันจะดีขึ้นได้อีก ส่วนสามครั้งที่เหลือ ที่จัดว่าล้มเหลวนั้น เป็นประสบการณ์ที่ทำให้เราได้เรียนรู้ ว่าอย่าหาทำอีก เพราะมันไม่ลงจริงๆ แล้วยังโยโย่ด้วย

ก่อนจะไปอ่านบทความส่วนอื่นๆ กันต่อ คุณเชื่อไหม ว่าในรูปข้างบนนี่คนเดียวกันหมด ไม่ใช่ใครที่ไหน ปอเองจ้า ปอเอง ถ้าคุณเป็นคนที่เคยดู Youtube ช่อง MissMonster ปอเองนะ จะได้เห็นอินโทรคลิปบางคลิปเป็นคลิปเต้นแบบเทียบให้เห็นของจริงด้วย ลองไปกด subscribe แล้วดูคลิปได้นะ (แอบโฆษณาช่องนิดนึง)

หากคุณไม่เชื่อว่านี่คือคนเดียวกัน ไม่ต้องอ่านต่อก็ได้ค่ะ ปิดไปได้เลย จะได้ไม่เสียเวลาและความรู้สึกกันเนอะ ^_^

คือบทความนี้ เราจะแนะนำเพียงแค่ภาพรวมเท่านั้น เพราะรายละเอียดปลีกย่อย มันเป็นเรื่องที่ต้องมานั่งคุย นั่งปรึกษากัน เพราะค่าร่างกาย สภาพจิตใจ วินัย ไลฟ์สไตล์ โรคประจำตัว เป้าหมาย มันไม่เหมือนกันค่ะ ดิฉันเป็นมนุษย์ Rare Case จะเอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้เนอะ (แต่ดูไว้เป็นแรงบันดาลใจได้ โอเค๊ จะได้ไม่ต้องกดดันตัวเองมาก)

เอาล่ะ เพิ่งจะมาเข้าเรื่องจริงจัง หลังจากเกริ่นและออกตัวเสียนาน

อย่างที่บอก ว่าปอพลาดด้วยวิธีที่ไม่ใช่มาแล้ว 3 ครั้ง ทัศนคติในช่วงนั้น ยังเข้าใจว่า การลดความอ้วนคือต้องกินให้น้อย ต้องอดอาหาร ต้องไปออกกำลังกายหนักๆ ตามที่ใครต่อใครเขาก็พูดๆ กันมา รณรงค์กันมา

เรียกได้ว่า ไม่มีความเข้าใจอะไรเลย ในเรื่องนี้ค่ะ ความเข้าใจเป็น 0 เลยทีเดียว

ไม่ว่าจะพยายามกี่ครั้ง ผลก็คือ ยังโยโย่ ดีดไปอ้วนเหมือนเดิม

จนสุดท้าย ครั้งที่ 3 ปอล้มเลิกไปแล้ว ชาตินี้คงไม่ได้ผอมแล้วล่ะ แดกยับให้สุดไปเลยแล้วกัน อยากกินอะไรก็กินๆ ไปเถอะ สุขภาพไม่ต้องดูแลหรอก คนเราเกิดมาแล้วก็ตาย จะอะไรนักหนา เนอะ

ช่วงไหนร้านดังๆ จัดโปร แบบซื้อ 1 แถม 1 เรานี่รีบจัดไปเลยจ้า กลัวตกเทรนด์ แล้วทุกร้านก็สุมหัวกันจัดโปรถี่ๆ ด้วยนะ เดี๋ยวพิซซ่า เดี๋ยวเบอร์เกอร์ เดี๋ยวไอติม เดี๋ยวเฟรนช์ฟราย

คือขนาดทำงานเลิกดึก สามทุ่มแล้วเพิ่งว่าง ร้านยังไม่ปิด ยังเปิดแอพสั่งเฟรนช์ฟรายมากินหน้าจอทีวีตอนนั้นแบบ 4 ถุงแบบจัมโบ้อ่ะ

จนกระทั่ง วันหนึ่งเมื่อช่วงปีที่แล้ว

ปอมีอาการหายใจไม่ออกตอนนอน ต้องตื่นมาช่วงตี 1 เพื่อหายใจให้สะดวกจนถึงตี 3 มันเหมือนคนใกล้ตายแต่ไม่ตาย เป็นแบบนี้ติดๆ กันทุกวัน จำไม่ได้ว่านานเท่าไหร่ แต่น่าจะ 1-2 เดือนเลย ที่ต้องมารู้สึกอะไรแบบนี้ มารู้ทีหลังช่วงศึกษาเรื่องโภชนาการ ไอ้อาการแบบนี้ ถ้าไม่ตื่นมาหายใจ ผลก็คือ “ไหลตาย” นี่แหละค่ะ เกิดจากไขมันเกาะปอดตอนนอนหลับ จนปอดทำงานได้ไม่เต็มที่ นึกออกใช่ไหม?

กับอีกอาการ คืออาการที่อยู่ๆ ก็เจ็บแปล๊บตรงหน้าอกซ้าย น่าจะเกี่ยวกับหัวใจ

ปอเคยไปหาหมอมาก่อนในช่วงเวลาที่ท้อแท้และแดกยับนะ รำคาญที่หมอบอกให้ลดน้ำหนัก แต่เราก็ไม่รู้ว่าจะลดยังไงด้วยแหละ คือเรื่องแบบนี้ ถ้าไม่เคยลดได้อย่างยั่งยืนแบบทำได้ด้วยตัวเองไรงี้ มันไม่มีวันเชื่อเลยว่าเราจะทำมันได้ไหม

จนได้มาเจอโค้ชที่คอยดูแลและให้กำลังใจนี่แหละ แล้วก็ได้มาเรียนรู้ ว่าคนที่ทำได้ ไม่ใช่แค่หุ่นเปลี่ยน แต่อีกสิ่งหนึ่งที่พวกเขาเปลี่ยนไปแบบไม่มีวันกลับมาเป็นเหมือนเดิมในทุกวัน นั่นก็คือไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตค่ะ

นี่คือปลายทางที่ทุกคนอยากเป็น แต่มันแลกมาด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรม จนรู้สึกว่า “เฉยๆ” แล้ว

รูปข้างบน เป็นสิ่งที่น่าจะอธิบายเป็นภาพได้แบบเข้าใจภาพกว้าง

แต่ในความเป็นจริง รายละเอียดปลีกย่อยมันมากกว่านั้น ถ้าเตรียมทำใจได้ ว่าสักวันนึงเราจะเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ใหม่ แบบไม่คลาดไปจากเรื่องเหล่านี้ หรือคลาดไปแต่ไม่เยอะ บอกเลย ว่านี่คือสิ่งที่จะเจอแน่ๆ ค่ะ

Before ชีวิตก่อนลด ไลฟ์สไตล์ปอเป็นประมาณนี้

  • นึกจะกินอะไรก็กิน เน้นข้าวเยอะๆ จะได้อิ่มๆ ช่วงไหนมีโปร สั่งๆ มา ไม่ดูแลตัวเองมาก
  • ผักไม่ค่อยกิน ขี้เกียจ
  • โปรตีนก็กินแบบเท่าที่มีตามยะถากรรม กะเพราไก่ใส่มาเท่าไหร่ก็แค่นั้นแหละ
  • ของทอดจัดหนักมาก มันๆ หวานๆ เอามาเลย
  • กะทินี่ชอบสุดก็บัวลอยไข่หวาน ซื้อมากินตลอดดดดดด
  • เครียดทุกวัน ร้องไห้ง่าย อารมณ์แปรปรวน คาดหวัง ซึมเศร้า ไม่เมตตากับตัวเองเลย กดดันตัวเองเก่ง เพื่อนน้อยมาก ไม่ถนอมน้ำใจคน พูดจาติดลบ ไม่แคร์ใคร
  • กินน้ำน้อยมาก 1 สัปดาห์ 5 ลิตรคือหรูแล้ว
  • นอนน้อย ติดเกมจริงจัง
  • เวลาไปสังสรรค์กับเพื่อน กินเบียร์หมดไปหลายขวด กอดค็อกเทลกินได้เป็นถังๆ
  • ช่วงหน้าร้อน น้ำหวานจัดหนักมาก เจาะเลือดมาคงตรวจเจอแต่น้ำตาลอ่ะ

และนี่คือ After ไลฟ์สไตล์ใหม่ ในการมีรูปร่างที่ดีที่ปอปรับมา
เรียงจากทำง่าย ไปยาก ในความคิดตัวเอง

  • กินน้ำ วันละ 3-5 ลิตร
  • งดของทอด ของมัน ของหวาน กะทิ แอลกอฮอล์ อะไรที่กินแล้วร่างกายต้องหาทางกำจัดเพราะเป็นโทษ จะไม่แตะ บางอย่างคือเลิกเลย ก็คือแอลกอฮอล์
  • โปรตีนวันละ 1-2 g ต่อน้ำหนักตัว 1 kg
    ทุกวันนี้กินวันละ 2 g ต่อน้ำหนักตัว 1 kg ด้วยความเคยชิน เยอะประมาณไหนเหรอ ถ้าตีแบบไม่มีอาหารเสริมช่วย ก็คงอกไก่วันละ 3 ชิ้นที่เขาแล่ในห้าง ประมาณ 6 ขีด เลือด 1 ก้อน เต้าหู้ไข่ 1 หลอด ไข่ 2 ฟอง หมดนี่คือกินทั้งวัน
    (แน่นอน ตอนน้ำหนักเยอะ ไก่ก็กินมากกว่านี้)
  • กินผักแบบให้ครบ 5 สี ถ้าให้ดี วันละ 400 กรัม
    ข้อนี้ยอมแพ้เรื่อง 5 สี แถมพยายามไปซื้อสลัดเพื่อให้มันครบ ก็ยังไม่ครบอยู่ดี แถมยังตกมื้อละเกิน 60 บาทด้วย อันนี้ต้องใช้เม็ดผัก 5 สีจริง ราคาต่อวันถูกกว่ามาก จะได้กินผักแบบไม่เครียด
  • คาร์โบไฮเดรต เลือกที่เป็นเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต ถ้าหาไม่ได้ กินผักช่วยให้มันไปรวมกันเป็นแบบเชิงซ้อนในท้องอีกที
  • น้ำตาลมีโควต้าวันละ 4-6 ช้อนชา หรือ 24 – 30 กรัม
    เวลาเลือกขนม พลิกดูฉลากโภชนาการตลอด เกิน 10 กรัม คือวางคืนที่ชั้นแล้วจ้ะ มีแค่ 8 กรัม ยังคิดแล้วคิดอีก
  • ไขมันที่กิน ไขมันดีเท่านั้น เช่น อะโวคาโด้ แซลม่อน น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว
    ยังไงก็ต้องกินนะไขมัน เพราะฮอร์โมนทำจากไขมัน เรายิ่งมีปัญหาเรื่องถุงน้ำรังไข่อยู่ ถ้าฮอร์โมนเพี้ยนกว่านี้ก็คงไม่ดี จริงไหม?
  • นอนให้เพียงพอ ถ้าชั่วโมงนอนไม่มาก เราจะนอนยังไงให้มีคุณภาพดีล่ะ ?
  • ไม่เครียด เพราะทุกครั้งที่เครียด ฮอร์โมนเครียดพาไขมันไปสะสมเพิ่ม อันนี้บอกเลย เรื่องการฝึกจิตใจ การปล่อยวาง การให้อภัย อะไรใดๆ ที่ทำให้ใจเบาลงจะมาเอง

โห… เยอะขนาดนี้ แล้วจะทำได้ไหมเนี่ย?

ปอตอบแค่ว่า ถ้าถึงจุดที่ไลฟ์สไตล์ใหม่ มันกลายเป็นนิสัยใหม่ ความเคยชินใหม่แล้วน่ะค่ะ บอกเลยว่ามันเป็นเรื่องเคยชินไปแล้ว สำหรับปอ แน่นอน ถ้าตัวปอเมื่อปีที่แล้วมาเห็นบทความนี้ก็น่าจะลนลานเป็นไก่ตาแตกไม่ต่างกันหรอก

ถ้าจิตใจไม่เข้มแข็งพอทำได้ด้วยตัวเอง อาจต้องลองหาบรรยากาศที่เขาทำไปด้วยกันอ่าเนอะ ค่อยๆ ปรับ ค่อยๆ อะไรกันไป ของเราก็มีบรรยากาศที่โค้ชเราสร้างไว้นี่แหละ ชื่อกลุ่มว่า “ทีมยนน” ถ้าลองไปกดติดตามเราในเฟสส่วนตัวแล้วเจอ hashtag นี้ ก็ลองติดตามคนที่พูดถึง hashtag นี้ดูได้นะ ส่วนมากก็คนที่กำลังลดในทีมเรานี่แหละ

หากจะใช้อาหารเสริม ก็เข้าใจอาหารเสริมก่อน ว่ามันจะช่วยอะไรเราในเรื่องไหนนะคะ เรากินมันไปเพื่ออะไร กินแล้วได้ผลจริงไหม มีบริการหลังการขายแค่ไหน ได้มาตรฐานหรือเปล่า มีอ.ย. ไหม ต่างจากการกินปกติยังไง ฯลฯ อีกเยอะ แล้วแต่จะพิจารณา

เพราะเอาจริงๆ อาหารเสริมก็แค่อาหาร ที่ทำให้เราประหยัดเวลาขึ้นกว่าเดิมแค่นั้นเอง ^_^ และเมื่อได้ผลลัพธ์จนพอใจ เราอาจจะปรับมันลดลงมา ใช้บ้างไม่ใช้บ้าง หรือนานๆ ใช้ทีก็ว่าไป

มันจึงเป็นแค่ทางด่วนในช่วงแรกๆ สำหรับคนที่อาจจะปรับพฤติกรรมยังไม่ได้จริงๆ หรือสำหรับคนที่มีเวลาน้อย ไม่ต้องการเจอรถติดหนักๆ ค่ะ (ฮา) แต่ถึงอย่างไร ก็ยังต้องขับรถ หรืออาจไปเจอรถติดบนทางด่วนได้ ถ้าไม่มีความเข้าใจในเรื่องการคุมโภชนาการที่ดีพอนะคะ

และขอย้ำอีกครั้ง การลดความอ้วนจนหุ่นเปลี่ยน ไม่มีทางลัดค่ะ มีมากสุดก็แค่ทางด่วนนะคะ

ไม่มีทางเลยที่จะเสกหุ่นดีขึ้นมาได้ในระยะเวลาสั้นๆ หรอกค่ะ ต้องดูที่ต้นทุนแรกที่มีด้วยแหละ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้นี่เนอะ

ถ้าทำใจได้ว่าไลฟ์สไตล์ใหม่เมื่อเวลาผ่านไป 1 ปี เป็นแบบนี้ ลุยกันต่อได้เลย เราเป็นกำลังใจให้นะคะ ^_^ ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพที่ดีขึ้น และหุ่นเปลี่ยนในอีก 1 ปีนับจากนี้ค่ะ สาธุ !!


“ทิ้งท้ายก่อนไป ไลฟ์สไตล์ของปอที่ว่ามา ใครจะเอาไปค่อยๆ ปรับ ไม่หวงนะ”

แต่ใครติดตรงไหน มาถามได้ที่แฟนเพจในเฟส ชื่อเพจ @MissMonsterBlog ค่ะ เพราะของแบบนี้ อาจต้องใช้เวลาในการปรับให้เหมาะเป็นเวอร์ชั่นของตัวเอง เพราะเรามีปัจจัยในชีวิตไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นเบาหวานมาอาจต้องใช้แบบนึง หรือถ้าคนที่เดินไม่ได้ ก็ต้องใช้อีกแบบนึง (ไล่ให้ไปออกกำลังกายก็คงลำบากล่ะนะ ว่ามั้ย?)

Follow me